Monthly Archives: เมษายน 2014

ทีวีดิจิตอลคืออะไร

digi

 

       ตอนนี้ไปใหนมาใหนมาแต่คนสนในเรื่อง ทีวีดิจิตอล ซึ่งบางคนก็สนใจและต้องการดูทีวีแบบ HD เป็นอย่างไรหนอ แล้ว SD, Analog จะอยู่หรือไปอย่างไรมาติดตามรายละเอียดกันครับ

“เรียบเรียงจาก ทีวีดิจิตอล คืออะไร ตอบข้อสงสัยที่คนทั่วไปอยากรู้”

ข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก กสทช.

ทีวีดิจิตอลคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับเรา  แล้วเราจำเป็นต้องซื้อทีวีเครื่องใหม่หรือเปล่านะ หากใครกำลังสงสัยเรื่องของทีวีดิจิตอลอยู่ ตามมาฟังทางนี้เลย…

ช่วงปลายปี 2556 แวดวงสื่อมวลชนให้ความสนใจกับการเปิดประมูลทีวีดิจิตอลเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการโทรทัศน์บ้านเรา ดังจะเห็นได้ว่าแต่ละบริษัทยอมทุ่มไม่อั้นรวมเม็ดเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ได้รับใบอนุญาต แต่สำหรับคนทั่วไปอย่างเรา ๆ แล้ว คงจะนึกสงสัยอยู่ในใจว่า “ทีวีดิจิตอล คืออะไร” แล้วถ้าเราจะชมต้องซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่เพื่อให้รองรับระบบดิจิตอลหรือเปล่าล่ะ ทุกคำตอบอยู่ที่นี่แล้ว !

ทีวีดิจิตอล คืออะไรกันนะ ?

ก่อนจะรู้จัก ทีวีดิจิตอล หรือโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (Digital Television) ต้องรู้ก่อนว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ในโลกใช้เป็นระบบอนาล็อก (Analog) แต่ในช่วงหลายปีหลังมานี้ เทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาอย่างมาก จึงถูกนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีของระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ จนเกิดระบบดิจิตอลขึ้นนั่นเอง

แล้วรู้ไหมว่า ภาพและเสียงที่ส่งผ่านระบบดิจิตอลจะมีความคมชัดสูงกว่าระบบอนาล็อกมาก และยังส่งข้อมูลได้มากกว่าระบบอนาล็อกในหนึ่งช่องสัญญาณด้วย เรียกว่า “Multicasting” นั่นจึงทำให้หลาย ๆ ประเทศเริ่มเปลี่ยนการรับสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกมาเป็นโทรทัศน์ระบบดิจิตอลกันแล้ว อย่างที่เราเห็นว่าช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ มีผลิตภัณฑ์โทรทัศน์ Wide Screen และโทรทัศน์ความคมชัดสูง (HDTV) ออกมาตีตลาดกันมากมายเลยทีเดียว

แล้วทำไมถึงต้องเปลี่ยนจากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิตอลด้วยล่ะ ?

มีข้อตกลงตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีสารสนเทศอาเซียน หรือ AMRI (ASEAN Ministers Responsible for Information) ว่าทุกประเทศจะต้องแพร่ภาพโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอลได้ และต้องยุติการออกอากาศระบบอนาล็อกในช่วงปี 2558-2563 ดังนั้น ประเทศไทยก็ต้องเร่งผลักดันให้ทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

 แล้วอย่างที่ทราบแล้วว่า ระบบดิจิตอล จะช่วยให้เรารับชมโทรทัศน์ด้วยคุณภาพสัญญาณที่ดีขึ้น พร้อมเสียงในระบบ Surround ทำให้ปัญหาเรื่องสัญญาณคุณภาพต่ำลดน้อยลง นอกจากนี้ การที่มีทีวีดิจิตอลยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนในการรับชมข่าวสาร สาระความรู้มากขึ้น เพราะจะมีช่องรายการเพิ่มขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ เนื่องจากต่างชาติจะให้ความสนใจในการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

ถ้าอ่านแล้วยังงง ๆ อยู่ ลองมาดูการเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของระบบอนาล็อก และระบบดิจิตอลกัน

 ข้อเปรียบเทียบ  ระบบอนาล็อก ระบบดิจิตอล
ความคมชัดของภาพ
 ความคมชัดปกติ (SD)  ความคมชัดปกติ (SD) และความคมชัดสูง (HD)
 การรับสัญญาณ -สัญญาณไม่ดี ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีตึกสูง หรือภูเขาบังการรับสัญญาณโทรทัศน์- เกิดภาพซ้อน หากมีสัญญาณอื่นส่งมารบกวน- เกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ได้ เมื่อสัญญาณถูกขยาย- ภาพไม่คมชัด หากอยู่ใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือแม่เหล็ก  – ไม่มีปัญหาเรื่องสัญญาณ แม้อยู่ในพื้นที่ที่มีตึกสูง หรือภูเขาบังสัญญาณโทรทัศน์- ไม่เกิดปัญหาภาพซ้อน แม้มีสัญญาณอื่นส่งมารบกวน- สัญญาณรบกวนน้อย เพราะระบบจะไม่ขยายสัญญาณ แต่จะทบทวนสัญญาใหม่ให้กลับมาเหมือนเดิม- ไม่มีปัญหาเรื่องความคมชัด หากอยู่ใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือแม่เหล็ก
 การส่งสัญญาณ – ส่งจากเสาอากาศ ดังนั้น เครื่องโทรทัศน์สามารถรับสัญญาณได้เลย- ส่งสัญญาณข้อมูลได้ช้าและน้อยกว่าระบบอนาล็อก – ส่งจากดาวเทียม เครื่องโทรทัศน์ไม่สามารถรับสัญญาณได้โดยตรง ต้องมีจาน หรือกล่องแปลงสัญญาณเข้ากับทีวีก่อน จึงรับชมได้- ส่งสัญญาณข้อมูลได้รวดเร็วและมากกว่าอนาล็อก
 การบีบอัดสัญญาณ  บีบอัดสัญญาณไม่ได้ จึงต้องใช้ความถี่มากในการส่ง ทําให้มีสถานีน้อย เช่น 1 ช่อง ก็ใช้ได้ 1 รายการเท่านั้น  มีระบบการบีบอัดสัญญาณ ทำให้สามารถส่งรายการได้มากขึ้น เช่น 1 ช่อง สามารถส่งทางภาคพื้นดินได้ถึง 4-6 รายการ และผ่านดาวเทียมได้ถึง 8-10 รายการ
 จำนวนช่องสัญญาณ  มีน้อย เพราะบีบอัดสัญญาณไม่ได้  มีได้มาก เพราะบีบอัดสัญญาณได้
 การรับชมรายการขณะเคลื่อนที่  ไม่สามารถรับชมได้ รับชมขณะอยู่ในพาหนะเคลื่อนที่ได้
 ความประหยัด
 เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าระบบดิจิตอล  ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายกว่าระบบอนาล็อก เพราะเครื่องส่ง 1 เครื่อง ส่งได้หลายรายการ
 จำนวนช่องที่ออกอากาศ  ฟรีทีวี 6 ช่อง (3, 5, 7, 9, NBT, Thaipbs)  ฟรีทีวี 48 ช่อง (6 ช่องเดิมจากอนาล็อก+42 ช่องใหม่)
 ระบบเสียง  Stereo  Surround 5.1
 ขนาดภาพ  4:3  16:9
 การพัฒนาในอนาคต  ไม่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพให้เพิ่มขึ้นได้ จึงไม่เพียงพอการใช้งานที่มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  สามารถพัฒนาประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ เพื่อรองรับโทรทัศน์ในอนาคต เช่น โทรทัศน์จอกว้าง, HDTV
info-tvditital

ทีวีดิจิตอลของไทยจะมีทั้งหมดกี่ช่อง ?

สำหรับระบบโทรทัศน์รูปแบบใหม่ของประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2557 นี้ จะใช้ระบบ DVB-T2 ซึ่งเป็นระบบ Mpeg4 เป็นมาตรฐาน โดยทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้กำหนดให้เพิ่มช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินของประเทศไทยเพิ่มเป็น 48 ช่อง แบ่งเป็นช่องฟรีทีวีที่ออกอากาศผ่านระบบเดิม (อนาล็อก) จำนวน 6 ช่อง ส่วนอีก 42 ช่อง จะเป็นช่องฟรีทีวีที่ออกอากาศในระบบดิจิตอล

ทั้งนี้ จำนวน 48 ช่องนี้ ยังแบ่งออกได้อีกตามรูปแบบของช่อง คือ

ช่องรายการทีวีดิจิตอล หมวดสาธารณะ 12 ช่อง

ออกอากาศทางช่อง 1-12 แต่ในระยะแรกมี 4 ช่อง คือ

>> ช่อง 1 – CH5 (HD)
>> ช่อง 2 – NBT (HD)
>> ช่อง 3 – Thai PBS (HD)
>> ช่อง 4 – Thai PBS ช่องเด็กและครอบครัว (HD) เริ่มออกอากาศปี 2558

ช่องธุรกิจ 24 ช่อง ประกอบด้วย

ช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว 3 ช่อง คือ

>> ช่อง 13 – 3 Family
>> ช่อง 14 – MCOT Kids and Family
>> ช่อง 15 – LOCA

ช่องข่าวสารและสาระ 7 ช่อง คือ

>> ช่อง 16 – TNN24
>> ช่อง 17 – THV
>> ช่อง 18 – NEW TV
>> ช่อง 19 – Spring News
>> ช่อง 20 – Bright TV
>> ช่อง 21 – Voice TV
>> ช่อง 22 – Nation TV

ช่องวาไรตี้ ความคมชัดระดับปกติ (SD) 7 ช่อง คือ

>> ช่อง 23 – Workpoint Creative TV
>> ช่อง 24 – True4U
>> ช่อง 25 – G25
>> ช่อง 26 – NOW
>> ช่อง 27 – CH8
>> ช่อง 28 – 3 SD
>> ช่อง 29 – MONO 29

ช่องวาไรตี้ ความคมชัดสูง (HD) 7 ช่อง คือ

>> ช่อง 30 – MCOT HD
>> ช่อง 31 – ONE
>> ช่อง 32 – Thairath TV
>> ช่อง 33 – 3 HD
>> ช่อง 34 – Amarin TV HD
>> ช่อง 35 – BBTV CH7
>> ช่อง 36 – PPTV

ช่องบริการชุมชน 12 ช่อง

คือช่องทีวีเคเบิลท้องถิ่น หรือช่องรายการทีวีดาวเทียมท้องถิ่น ซึ่งแต่ละจังหวัดจะรับชมได้ในรายการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้น ๆ

จะดูทีวีดิจิตอลได้อย่างไร ต้องซื้อโทรทัศน์ใหม่หรือเปล่า ?

คำถามยอดฮิตติดอันดับ 1 ที่หลายคนสงสัยกันมากว่าถ้าจะรับชมทีวีระบบดิจิตอล ต้องซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่หรือเปล่า ก่อนอื่นต้องสำรวจทีวีที่บ้านก่อนค่ะว่าเรารับชมโทรทัศน์ในระบบไหนอยู่

หากที่บ้านใช้โทรทัศน์ระบบอนาล็อก

ก็คือโทรทัศน์ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบันนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นจอตู้หรือจอแบน ใช้เสาหนวดกุ้งหรือก้างปลา ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโทรทัศน์ใหม่ให้เปลืองเงิน เพราะเพียงแค่ซื้อกล่องแปลงสัญญาณ หรือ Set Top Box ที่เป็นระบบ DVB-T2 มาเชื่อมต่อกับเครื่องโทรทัศน์เดิมผ่านช่อง AV สีแดงขาวเหลือง ก็จะช่วยเปลี่ยนสัญญาณจากระบบอนาล็อกมาเป็นระบบดิจิตอลได้แล้ว โดยมีหนวดกุ้งหรือเสาก้างปลาเป็นตัวรับสัญญาณ (ย้ำว่าต้องเป็นกล่องรับสัญญาณ DVB-T2 เท่านั้น ถ้าเป็นกล่องรับสัญญาณ DVB-T ธรรมดาจะรับสัญญาณไม่ได้นะคะ)

และถ้าทีวีของคุณมีช่องต่อ HDMI ก็จะยิ่งดี เพราะสามารถนำกล่องมาต่อผ่านช่องนี้เพื่อรับชมสัญญาณได้เลย ซึ่งจะให้ความคมชัดสูงกว่าการต่อผ่านช่อง AV แดงขาวเหลืองที่มีในโทรทัศน์รุ่นเก่า ๆ แม้ว่าจะสามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้เหมือนกัน แต่ภาพจะคมชัดน้อยกว่า

อ้อ ! ที่สำคัญคือ 1 กล่อง ต่อ 1 เครื่องโทรทัศน์เท่านั้น ถ้าที่บ้านมีทีวีหลายเครื่องแล้วอยากดูระบบดิจิตอลทุกเครื่อง ก็ต้องซื้อหลายกล่องไปด้วยนะ

หากที่บ้านใช้ทีวีที่รับสัญญาณดิจิตอลได้อยู่แล้ว

ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องดูก่อนว่า ที่ว่ารับสัญญาณดิจิตอลได้นั้นเป็นการรับสัญญาณแบบไหน เพราะทีวีดิจิตอลที่จะเกิดขึ้นนี้จะรับสัญญาณระบบ DVB-T2 ซึ่งเป็นระบบใหม่ล่าสุด แต่เครื่องโทรทัศน์ที่วางขายก่อนหน้านี้มักจะรับสัญญาณดิจิตอลได้แค่ระบบ DVB-T ซึ่งเป็นระบบเก่ากว่า จึงไม่สามารถรับสัญญาณทีวีดิจิตอลระบบใหม่ได้ค่ะ

ถ้าเช่นนั้น บ้านไหนที่ใช้ระบบ DVB-T ก็ต้องซื้อกล่องรับสัญญาณมาแปลงเช่นกัน แต่ถ้าบ้านไหนเพิ่งซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่มาสด ๆ ร้อน ๆ และมีข้อความระบุว่า เป็น Built-In Tuners ระบบ DVB-T2  ก็สามารถรับชมทีวีดิจิตอลแบบชัด ๆ ได้เลย โดยไม่ต้องซื้อกล่อง เพียงแค่หาเสาอากาศ มาต่อกับทีวี แล้วจูนหาช่องดูได้เลย

ตรวจสอบโทรทัศน์รุ่นไหนเป็น iDTV สามารถชมทีวีดิจิตอลได้เลย  

หากที่บ้านรับชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม หรือเคเบิ้ลทีวี

ถ้าโทรทัศน์ที่บ้านรับชมผ่านจานดาวเทียม (C-Band) หรือเคเบิล (KU-Band) ไม่ว่าจะเป็นจานดำ จานแดง จานเหลือง จานส้ม ก็สามารถดูทีวีดิจิตอลได้เลยค่ะ ไม่ต้องหาเสาอากาศ หรือกล่องอะไรมาติดเพิ่ม เพียงแค่ถอดปลั๊กแล้วเสียบใหม่ เพราะดาวเทียม หรือเคเบิล คือระบบดิจิตอลอยู่แล้ว และทาง กสทช. ได้กำหนดข้อบังคับตามกฎ Must Carry ให้แต่ละจานส่งสัญญาณดิจิตอลให้สมาชิกได้ชมด้วย หากไม่ทำจะผิดกฎหมาย ซึ่งแต่ละเจ้าจะอัพเดทช่องให้เองอัตโนมัติในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม คนที่ใช้โทรทัศน์ระบบเคเบิลจะสามารถชมรายการได้เพียงแค่ 36 ช่องเท่านั้น (คือ ช่องสาธารณะ 12 ช่อง + ช่องธุรกิจ 24 ช่อง) โดยจะไม่สามารถรับชมช่องบริการชุมชน 12 ช่องได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับการออกอากาศในแต่ละพื้นที่ซึ่งระบบจานดาวเทียมและเคเบิลทีวีไม่สามารถดึงสัญญาณภาพไปให้บริการได้

แต่เรื่องสำคัญที่ชาวเคเบิลทีวีต้องทราบก็คือ หากกล่องรับสัญญาณที่คุณติดตั้งอยู่ตอนนี้ไม่ใช่กล่อง HD อยู่แล้วก็จะไม่สามารถเปิดดูช่อง HD ได้นะ จะดูได้แต่ช่องธรรมดา ถ้าต้องการดูช่อง HD ด้วยก็ต้องเปลี่ยนเป็นกล่องแบบ HD แทน หรือจะซื้อ Set Top Box DVB-T2 มาใช้แทนก็ได้ ถ้าสัญญาณทีวีดิจิตอลส่งมาถึงค่ะ

หากที่บ้านเป็นเคเบิลทีวีท้องถิ่น

ในต่างจังหวัด การติดเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นแบบจ่ายรายเดือน เพื่อให้ดูฟรีทีวีได้ชัดเจน ก็เป็นที่นิยมกันหลายบ้าน ซึ่งเมื่อระบบดิจิตอลเกิดขึ้นมา เราก็สามารถดูทีวิจิตอลได้ด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณผ่านกล่อง Set Top Box เช่นกัน

Set Top Box ราคาแพงไหม ? 

ทีนี้ หลายคนคงถามต่อไปอีกว่า Set Top Box ราคาประมาณเท่าไร แล้วจะหาซื้อได้ที่ไหน เรื่องนี้อย่าเพิ่งใจร้อนจ้า เพราะทาง กสทช. จะนำเงินส่วนหนึ่งจากการประมูลทีวีดิจิตอลมาทำคูปองส่วนลดค่าซื้อกล่องแจกจ่ายให้กับประชาชนบ้านละ 1 คูปอง ซึ่งก็ต้องรอการเคาะมูลค่าราคาที่จะแจกให้อีกครั้ง เบื้องต้นคาดว่าจะแจกคูปองในราคา 690 บาท โดยคำนวนจากราคาเริ่มต้นการประมูล หารด้วยจำนวณประชากร

แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยอีกว่า ทำไมไม่แจกเป็นกล่องแปลงสัญญาณมาเลย ทำไมต้องแจกคูปองส่วนลดด้วย นั่นก็เป็นเพราะ Set Top Box ที่วางขายในท้องตลาดมีอยู่หลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีฟังก์ชั่นการใช้งานแตกต่างกัน จึงต้องแจกเป็นคูปองให้ประชาชนไปเลือกซื้อ เลือกรุ่นกันตามความพอใจนั่นเอง โดยราคากล่องทั่วไปน่าจะขายอยู่ที่ราคาประมาณ 1,000-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับสเปคและลูกเล่นต่าง ๆ

ส่วนวิธีการเลือกซื้อนั้น แนะนำว่าในการซื้อให้สังเกตสติ๊กเกอร์รับรองการตรวจสอบมาตรฐานของ กสทช. ที่ติดอยู่บนผลิตภัณฑ์ รวมทั้งโลโก้และมาสคอตดิจิตอลทีวี เพื่อจะได้มั่นใจว่า ถ้าซื้อกล่องมาแล้วนำมาเชื่อมต่อดูทีวีดิจิตอลได้จริง

ตรวจสอบรายชื่อ Set Top Box ที่ กสทช. รับรอง  

ถ้าเปลี่ยนเป็นทีวีดิจิตอลแล้ว ฟรีทีวี 3 5 7 9 NBT จะหายไปเลยหรือ ?

ถึงจะเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลแล้ว ฟรีทีวีเดิม คือ ช่อง 3 5 7 9 NBT ที่ออกอากาศในระบบอนาล็อก ก็ยังสามารถดูได้เหมือนเดิมค่ะ ไม่ได้หายไปไหน และยังจะได้ช่องที่เป็นทีวีดิจิตอลซึ่งเป็นฟรีทีวีเหมือนกันแถมมาให้ดูเพิ่มด้วย

งั้นจะขอดูแต่ฟรีทีวีแบบเดิม ๆ ได้หรือเปล่าล่ะ ?

หากไม่ปรารถนาจะดูทีวีระบบดิจิตอล เพราะไม่อยากเปลี่ยนทีวีใหม่ และยังไม่อยากซื้อกล่องแปลงสัญญาณด้วย เพราะเห็นว่า ฟรีทีวี 3, 5, 7, 9, NBT ก็มีรายการให้ดูมากพออยู่แล้ว คุณก็ยังสามารถรับชมฟรีทีวีช่องเหล่านี้ได้ตามปกติไปจนถึงปี พ.ศ. 2563

 เอ๊ะ…แล้วทำไมถึงดูได้แค่ปี 2563 ล่ะ? นั่นก็เพราะตามข้อตกลงของอาเซียน กำหนดว่า แต่ละประเทศสามารถส่งสัญญาณการแพร่ภาพแบบอนาล็อก ควบคู่ไปกับระบบดิจิตอลได้จนถึงปี 2563 หากพ้นปี 2563 ไปแล้ว แต่ละประเทศก็จะต้องตัดสัญญาณระบบอนาล็อกทิ้ง ถึงตอนนั้น ผู้ที่ไม่มีกล่องแปลงสัญญาณ และไม่มีทีวีที่มีระบบ DVB-T2 จะไม่สามารถรับสัญญาณฟรีทีวีแบบอนาล็อกได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น อย่างไรเสียในอนาคตก็ต้องเปลี่ยนไปดูทีวีระบบดิจิตอลแน่นอน แต่จะเปลี่ยนช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

อยากดูทีวีดิจิตอลแล้ว จะเริ่มออกอากาศเมื่อไร อยู่ต่างจังหวัดดูได้ไหม ?

ปกติแล้ว ทุกประเทศที่เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิตอลจะยังไม่สามารถส่งสัญญาณให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ 100% ได้ทันที แต่จะใช้วิธีขยายโครงข่ายไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับประเทศไทยค่ะ ลองดูว่า ภายใน 2 ปีแรก ทีวีดิจิตอลจะออกอากาศในจังหวัดได้บ้าง

-> วันที่ 1 เมษายน 2557  ออกอากาศก่อนใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสงขลา

-> วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ออกอากาศเพิ่มอีก 3 จังหวัด คือ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และระยอง

-> วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ออกอากาศครอบคลุมอีก 4 จังหวัด คือ สิงห์บุรี สุโขทัย ขอนแก่น และอุดรธานี

-> วันที่ 1 สิงหาคม 2557 ออกอากาศเพิ่มอีก 4 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด เชียงราย สระแก้ว นครสวรรค์

-> วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ออกอากาศเพิ่มอีก 4 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ตรัง ลำปาง

-> วันที่ 1 ธันวาคม 2557 ออกอากาศเพิ่มอีก 5 จังหวัด คือ สกลนคร สุรินทร์ น่าน เพชรบูรณ์ และประจวบคีรีขันธ์

รวมแล้วในปี 2557 นี้ จะออกอากาศครอบคลุม 24 จังหวัด สามารถรับชมได้ 17.60 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 22.9 ล้านครัวเรือน 

 ส่วนในปี 2558 นั้น จะมีสถานีเพิ่มอีก 15 จังหวัด ทำให้การรับชมทีวีดิจิตอลครอบคลุมร้อยละ 90-95 ของครัวเรือน ดังนี้

-> วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 ออกอากาศเพิ่มอีก 5 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ชุมพร ตราด มุกดาหาร และตาก

-> วันที่ 1 เมษายน 2558 ออกอากาศเพิ่มอีก 5 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ระนอง เลย ชัยภูมิ แพร่

-> วันที่ 1 มิถุนายน 2558 ออกอากาศเพิ่มอีก 5 จังหวัด คือ สตูล อุตรดิตถ์ บึงกาฬ ศรีสะเกษ ยะลา

สำหรับจังหวัดที่เหลือ คาดว่าจะสามารถรับชมได้ไม่เกินสิ้นปี 2558

ดูทีวีดิจิตอลผ่านสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตได้จริงป่ะ ?

ยุคนี้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่สุดไปแล้ว เพราะทำได้สารพัด และกับทีวีดิจิตอลเองก็ยังสามารถรับชมผ่านสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้ด้วย ถ้ามีจูนเนอร์ DVB-T2 ในตัวหรือติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณทีวีดิจิตอล เช่น แบบ USB dongle แต่จะรับชมช่องไหนได้บ้าง ความคมชัดแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่นของเครื่องอีกเหมือนกัน ถ้ามีจูนเนอร์ DVB-T2 ในตัวหรือติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณทีวีดิจิตอลเช่น แบบ USB dongle

คงไม่เจอปัญหาจอดำเวลามีถ่ายทอดสดกีฬาเหมือนทีวีดาวเทียมแล้วใช่ไหม ?

คนที่ดูทีวีผ่านดาวเทียมคงเซ็งสุด ๆ ที่เจอจอดำทุกทีเวลามีถ่ายทอดสดรายการกีฬาสำคัญ ๆ ถ้าไม่ใช้เสาหนวดกุ้ง หรือก้างปลาก็จะดูการถ่ายทอดสดไม่ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลแล้ว ปัญหานี้จะหมดไป เพราะอย่าลืมนะคะว่า ทีวีดิจิตอลก็คือ “ฟรีทีวี” นั่นเอง ไม่ต่างจากเสาหนวดกุ้ง หรือก้างปลา จึงไม่ติดปัญหาลิขสิทธิ์ ทีนี้รายการไหน ๆ ก็ไม่เจอปัญหาจอดำอีกแล้ว

ทีวีดิจิตอลยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่ก็เป็นเรื่องใกล้ตัวทีเดียว ก็ต้องรอติดตามกันดูว่า จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างในวงการโทรทัศน์บ้านเรา หลังการเปิดตัวของทีวีดิจิตอล”

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กสทช. , personnel.psu.ac.th , it24hrs.com , ไทยโพสต์

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/95916

 

และนี่เป็นอีกคำอธิบายดีๆ ครับผม

จาก วิธีทำให้รับชมทีวีดิจิตอลได้ ง่ายๆด้วยตัวคุณเอง

169794

ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/61090.html

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์กระปุกดอทคอมและที่นี่ดอทคอม

teenee

ฝนดาวตกในปี 2557

เรียบเรียงจาก  ฝนดาวตกในปี 2557
วรเชษฐ์ บุญปลอด
22 ธันวาคม 2556

ดาวตกเกิดจากสะเก็ดดาว (meteoroid) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของดาวหางและดาวเคราะห์น้อย เคลื่อนเข้าสู่บรรยากาศโลก หากสังเกตจากสถานที่ซึ่งท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีเมฆหมอก แสงจันทร์ และแสงไฟฟ้ารบกวน โดยทั่วไปสามารถมองเห็นดาวตกบนท้องฟ้าได้เฉลี่ยราว 6 ดวงต่อชั่วโมง ดาวตกที่สว่างมาก ๆ เรียกว่าลูกไฟ (fireball) หากระเบิดและบางครั้งมีเสียงดังเรียกว่าโบไลด์ (bolide)

ดาวตกจากฝนดาวตกคนคู่พาดผ่านบริเวณกลุ่มดาวหมีใหญ่ (ภาพ – กิตติพงษ์ ศุภนุกูลสมัย)

เส้นทางที่สะเก็ดดาวจำนวนมากเคลื่อนที่เป็นสายไปในแนวเดียวกันในอวกาศเรียกว่าธารสะเก็ดดาว (meteoroid stream) แรงโน้มถ่วงของวัตถุต่าง ๆ ในระบบสุริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวเคราะห์ ส่งผลรบกวนต่อธารสะเก็ดดาว เมื่อโลกเดินทางฝ่าเข้าไปในธารสะเก็ดดาว ซึ่งเกิดขึ้นหลายช่วงของปี จะทำให้เห็นดาวตกหลายดวงดูเหมือนพุ่งออกมาจากบริเวณเดียวกันบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นมุมมองในเชิงทัศนมิติ ลักษณะเดียวกับที่เราเห็นรางรถไฟบรรจบกันที่ขอบฟ้า เรียกปรากฏการณ์ที่เห็นดาวตกดูเหมือนพุ่งมาจากจุดเดียวกันนี้ว่าฝนดาวตก (meteor shower)

ในรอบปีมีฝนดาวตกหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีลักษณะและจำนวนความถี่แตกต่างกันตามแต่องค์ประกอบและความเร็วของสะเก็ดดาว ฝนดาวตกบางกลุ่มอาจมีเพียงไม่กี่ดวงต่อชั่วโมง แต่ก็ยังเรียกว่าฝนดาวตก ดาวตกจากฝนดาวตกสามารถปรากฏในบริเวณใดก็ได้ทั่วท้องฟ้า แต่เมื่อลากเส้นย้อนไปตามแนวของดาวตก จะไปบรรจบกันที่จุดหนึ่ง เราเรียกจุดนั้นว่าจุดกระจายฝนดาวตก (radiant) ชื่อฝนดาวตกมักตั้งตามกลุ่มดาวหรือดาวฤกษ์ที่อยู่บริเวณใกล้จุดกระจาย

ดาวตกจากฝนดาวตกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจุดกระจายขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าแล้ว ฝนดาวตกแต่ละกลุ่มจึงมีช่วงเวลาที่เห็นได้แตกต่างกัน แสงจันทร์และแสงจากตัวเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสังเกตดาวตก จึงควรหาสถานที่ที่ฟ้ามืด ยิ่งฟ้ามืดก็จะยิ่งมีโอกาสเห็นดาวตกได้มากขึ้น

บางปี ฝนดาวตกบางกลุ่มจะมีอัตราตกสูงเป็นพิเศษ เกิดขึ้นเมื่อโลกโคจรผ่านธารสะเก็ดดาวในส่วนที่มีสะเก็ดดาวอยู่หนาแน่น ปัจจุบัน วิธีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนดาวตกที่มีอัตราตกสูงมากเมื่อใด กระทำโดยสร้างแบบจำลองทำนายการเคลื่อนที่ของสะเก็ดดาว แล้วคำนวณว่าโลกจะมีเส้นทางผ่านธารสะเก็ดดาวนั้นเมื่อใด

ฝนดาวตกในปี 2557
ฝนดาวตก ช่วงที่ตก คืนที่มีมากที่สุด เวลาที่เริ่มเห็น
(ประมาณ)
อัตราสูงสุด
ในประเทศไทย
(ดวง/ชั่วโมง)
หมายเหตุ
ควอดแดรนต์ 28 ธ.ค. – 12 ม.ค. 3/4 ม.ค. 02:00 น. 45
พิณ 16-25 เม.ย. 22/23 เม.ย. 22:00 น. 10 แสงจันทร์รบกวน
หลังตี 1
อีตาคนแบกหม้อน้ำ 19 เม.ย. – 28 พ.ค. 5/6/7 พ.ค. 02:00 น. 30-40
[ดาวหาง 209 พี] ? 24 พ.ค. ต่ำมาก ? สูงสุดในเวลากลางวัน ?
เดลตาคนแบกหม้อน้ำใต้ 12 ก.ค. – 23 ส.ค. 29/30/31 ก.ค. 21:00 น. 10
เพอร์ซิอัส 17 ก.ค. – 24 ส.ค. 12/13 ส.ค. 22:30 น. 25 แสงจันทร์รบกวน
นายพราน 2 ต.ค. – 7 พ.ย. 21/22 ต.ค. 22:30 น. 25
สิงโต 6-30 พ.ย. 17/18/19 พ.ย. 00:30 น. 10 แสงจันทร์รบกวน
หลังตี 3
คนคู่ 4-17 ธ.ค. 14/15 ธ.ค. 20:00 น. 60-70 แสงจันทร์รบกวน
หลังตี 1

หมายเหตุ

  • คอลัมน์ “คืนที่มีมากที่สุด” เครื่องหมายทับ (/) ใช้คั่นคืนวันแรกกับเช้ามืดของอีกวันหนึ่ง เช่น 3/4 หมายถึงคืนวันที่ 3 ถึงเช้ามืดวันที่ 4
  • ตัวเลขอัตราตกสูงสุดในประเทศไทยคิดผลจากแสงจันทร์รบกวนแล้ว แต่ยังไม่คิดผลจากมลพิษทางแสง การสังเกตดาวตกในเมืองใหญ่จะมีจำนวนดาวตกลดลงจากตัวเลขในตารางนี้หลายเท่า
  • การคาดหมายอัตราตกของดาวตกอาศัยข้อมูลตัวเลขจากปรากฏการณ์ในอดีต ควรใช้เป็นแนวทางคร่าว ๆ เท่านั้น เพราะมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้
  • ดัดแปลงจากข้อมูลฝนดาวตกโดย International Meteor Organization (IMO) และ Meteor Shower Flux Estimator โดย Peter Jenniskens

ฝนดาวตกควอดแดรนต์ (Quadrantids : QUA)

ฝนดาวตกควอดแดรนต์มีชื่อตามกลุ่มดาวควอดแดรนต์ (Quadrans Muralis) ซึ่งเป็นกลุ่มดาวในอดีต จุดกระจายอยู่บริเวณตรงกลางระหว่างกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส คนเลี้ยงสัตว์ และมังกร ฝนดาวตกควอดแดรนต์มีจำนวนสูงสุดราววันที่ 3-4 มกราคม ของทุกปี ประเทศที่เห็นฝนดาวตกกลุ่มนี้ได้ดีที่สุดคือประเทศในละติจูดสูงของซีกโลกเหนือ

นักดาราศาสตร์ค้นพบฝนดาวตกควอดแดรนต์เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ไม่พบว่าวัตถุใดคือต้นกำเนิด พ.ศ. 2546 ได้มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อย 2003 อีเอช 1 (2003 EH1) ซึ่งมีวงโคจรใกล้เคียงกับสะเก็ดดาวที่ทำให้เกิดฝนดาวตกกลุ่มนี้ และยังพบว่ามันอาจเป็นชิ้นส่วนหรือเป็นวัตถุเดียวกับดาวหางซี/1490 วาย 1 (C/1490 Y1) ที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อปลาย ค.ศ. 1490

อัตราตกสูงสุดในภาวะอุดมคติของฝนดาวตกควอดแดรนต์สูงถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง (แปรผันได้ระหว่าง 60-200) ปกติมีช่วงเวลาสั้น แสดงว่าธารสะเก็ดดาวค่อนข้างแคบ โลกจึงใช้เวลาไม่นานในการผ่านส่วนที่มีสะเก็ดดาวหนาแน่นที่สุด ซึ่งปีนี้คาดว่าพื้นที่ที่สังเกตได้ดีที่สุดคือแถบตะวันออกของเอเชีย แต่แบบจำลองของนักดาราศาสตร์แสดงว่าธารสะเก็ดดาวในปีนี้อาจแผ่กว้างกว่าปกติ จึงเป็นไปได้ว่าช่วงที่มีฝนดาวตกควอดแดรนต์อาจกินเวลานาน ทำให้สังเกตได้ดีในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย

ปีนี้ประเทศไทยอยู่ในจังหวะที่ดีสำหรับการดูฝนดาวตกควอดแดรนต์ คาดว่ามีมากที่สุดในช่วงก่อนฟ้าสางของวันเสาร์ที่ 4 มกราคม 2557 เริ่มสังเกตได้ตั้งแต่ตี 2 โดยอัตราตกจะต่ำมากในช่วงแรก หลังจากนั้นจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เวลาที่น่าจะเห็นดาวตกได้มากที่สุดคือช่วง 04:30 – 05:30 น. ภายใต้ฟ้ามืดและไร้เมฆ ในหนึ่งชั่วโมงนี้อาจนับได้ราว 45 ดวง

ฝนดาวตกพิณ (Lyrids : LYR)

ฝนดาวตกพิณมีอัตราตกสูงสุดราววันที่ 21-22 เมษายน ของทุกปี อยู่ที่ประมาณ 18 ดวงต่อชั่วโมง (เคยสูงถึง 90 ในช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อ พ.ศ. 2525) สำหรับประเทศไทย ปีนี้คาดว่าจะตกมากที่สุดในคืนวันอังคารที่ 22 เมษายน 2557 จุดกระจายขึ้นเหนือขอบฟ้าในเวลา 4 ทุ่ม ช่วงเวลาที่มีโอกาสเห็นดาวตกได้มากที่สุดคือช่วงเที่ยงคืนถึงตี 1 คาดว่าอาจนับได้ราว 10 ดวง หลังจากนั้น ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงจะรบกวน

ฝนดาวตกอีตาคนแบกหม้อน้ำ (Eta Aquariids : ETA)

ฝนดาวตกอีตาคนแบกหม้อน้ำ มีจุดกระจายอยู่ใกล้ดาวอีตา (eta) ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ เกิดจากดาวหางแฮลลีย์ (1P/Halley) มีอัตราตกสูงสุดราววันที่ 5-7 พฤษภาคม ที่ 55 ดวงต่อชั่วโมง (แปรผันได้ระหว่าง 40-85)

ธารสะเก็ดดาวของฝนดาวตกกลุ่มนี้ค่อนข้างกว้าง ช่วงที่ตกในระดับเกิน 30 ดวงต่อชั่วโมง จึงครอบคลุมหลายวัน จุดกระจายขึ้นเหนือขอบฟ้าในเวลาตี 2 เวลาที่มีโอกาสเห็นดาวตกได้มากที่สุดคือช่วงตี 4 – ตี 5 ในกรณีที่ท้องฟ้าเปิดโล่งทุกทิศ ไร้เมฆ และห่างไกลจากแสงไฟฟ้าในเมืองรบกวน คาดว่าเช้ามืดวันอังคารที่ 6 และวันพุธที่ 7 พฤษภาคม อาจนับได้ราว 30-40 ดวง

ฝนดาวตกเดลตาคนแบกหม้อน้ำใต้ (Southern Delta-Aquariids : SDA)

ฝนดาวตกเดลตาคนแบกหม้อน้ำใต้มีอัตราตกสูงสุดราววันที่ 29-30 กรกฎาคม ของทุกปี โดยอยู่ที่ประมาณ 16 ดวงต่อชั่วโมง ดาวตกจากฝนดาวตกกลุ่มนี้มีความสว่างน้อย เมื่อเทียบกับฝนดาวตกกลุ่มหลักกลุ่มอื่น ๆ ปีนี้สังเกตได้ 2 คืน ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน คือในคืนวันอังคารที่ 29 และวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2557 จุดกระจายดาวตกจะขึ้นเหนือขอบฟ้าในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม หากท้องฟ้าเปิด น่าจะเห็นดาวตกได้สูงสุดระหว่างตี 2 – ตี 3 ด้วยจำนวนราว 10 ดวง

ฝนดาวตกเพอร์ซิอัส (Perseids : PER)

ฝนดาวตกเพอร์ซิอัสหรือฝนดาวตกวันแม่ เป็นฝนดาวตกที่มีชื่อเสียงในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะในละติจูดสูง ๆ ทางเหนือ ซึ่งจุดกระจายดาวตกจะขึ้นไปอยู่สูงเกือบกลางฟ้าในเวลาเช้ามืด อัตราการเกิดดาวตกสูงถึงกว่า 100 ดวงต่อชั่วโมง และเกิดในฤดูร้อนซึ่งท้องฟ้าโปร่ง แต่การสังเกตฝนดาวตกกลุ่มนี้ในประเทศไทยมักพบอุปสรรคจากเมฆเพราะเป็นฤดูฝน ปีนี้จันทร์เพ็ญในวันที่ 11 สิงหาคม ทำให้มีแสงจันทร์รบกวน อาจเห็นดาวตกได้ไม่เกิน 30 ดวงต่อชั่วโมง

ฝนดาวตกนายพราน (Orionids : ORI)

ฝนดาวตกนายพรานเป็นฝนดาวตกอีกกลุ่มหนึ่งที่เกิดจากดาวหางแฮลลีย์ ตกสูงสุดราววันที่ 20-21 ตุลาคม ของทุกปี อยู่ที่ประมาณ 25 ดวงต่อชั่วโมง (ช่วง พ.ศ. 2549 – 2552 อัตราตกได้เพิ่มสูงผิดปกติไปอยู่ที่ 40-70 ดวงต่อชั่วโมง ติดต่อกัน 2 หรือ 3 วัน) จุดกระจายฝนดาวตกอยู่ไม่ไกลจากดาวเบเทลจุส ซึ่งเป็นดาวสว่างสีส้ม ส่วนหนึ่งของสามเหลี่ยมฤดูหนาว

ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับการสังเกตฝนดาวตกนายพราน สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะตกสูงสุดในคืนวันอังคารที่ 21 ถึงเช้ามืดวันพุธที่ 22 ตุลาคม 2557 จุดกระจายขึ้นมาเหนือขอบฟ้าในเวลา 4 ทุ่มครึ่ง เวลาที่มีโอกาสเห็นดาวตกได้มากที่สุดคือช่วงตี 3 – ตี 5 ด้วยอัตราราว 25 ดวงต่อชั่วโมง

ฝนดาวตกสิงโต (Leonids : LEO)

ฝนดาวตกสิงโตมีอัตราตกสูงสุดตามปกติอยู่ที่ราว 15 ดวงต่อชั่วโมง ในกลางเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ธารสะเก็ดดาวของฝนดาวตกสิงโตมีหลายสาย ทำให้บางปีมีอัตราสูงมากนับร้อยหรือนับพันดวงต่อชั่วโมง ปีนี้โลกไม่ได้เคลื่อนผ่านใกล้ธารสะเก็ดดาวที่หนาแน่น จึงคาดว่าไม่น่าจะสูงเกินกว่าระดับปกติ

จุดกระจายของฝนดาวตกสิงโตอยู่บริเวณหัวของสิงโต หรือที่เรียกว่าเคียวของสิงโต (Sickle of Leo) ตามลักษณะดาวที่เรียงกันเป็นวงโค้งคล้ายเคียวเกี่ยวข้าว จุดกระจายจะขึ้นมาเหนือขอบฟ้าในเวลาเที่ยงคืนครึ่ง ปีนี้จันทร์เสี้ยวขึ้นมาเหนือขอบฟ้าหลังตี 3 จึงมีแสงจันทร์รบกวนเล็กน้อย ช่วงที่สังเกตได้ดีที่สุด คือเวลาตี 3 – ตี 5 ของเช้ามืดวันอังคารที่ 18 และวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2557 ด้วยอัตราตกราว 10 ดวงต่อชั่วโมง

ฝนดาวตกคนคู่ (Geminids : GEM)

ฝนดาวตกคนคู่เป็นฝนดาวตกที่เด่นที่สุดกลุ่มหนึ่งในรอบปี มีอัตราตกสูงสุดราว 120 ดวงต่อชั่วโมง ประมาณวันที่ 13-15 ธันวาคม ของทุกปี ดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟทอน (3200 Phaethon) เป็นต้นกำเนิดของฝนดาวตกกลุ่มนี้ จุดกระจายอยู่ใกล้ดาวคาสเตอร์ในกลุ่มดาวคนคู่ ปีนี้คาดว่าจะสามารถสังเกตได้ดีที่สุดในคืนวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2557 แต่หลังตี 1 แสงจากดวงจันทร์สว่างเกือบครึ่งดวงจะรบกวน

ดาวคาสเตอร์ขึ้นเหนือขอบฟ้าในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม จึงเริ่มเห็นดาวตกจากฝนดาวตกคนคู่ได้ในช่วงนี้ แต่ยังมีจำนวนน้อย หลังจากนั้นอัตราตกจะเพิ่มขึ้น คาดว่าน่าจะสูงสุดในช่วง 5 ทุ่ม – ตี 1 โดยอยู่ที่ราว 60-70 ดวงต่อชั่วโมง หากสังเกตในคืนก่อนหน้านั้น คือในคืนวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม ช่วงเวลาเดียวกันอาจนับได้ราว 30-40 ดวงต่อชั่วโมง

ฝนดาวตกจากดาวหาง 209 พี/ลีเนียร์

ซีกโลกด้านที่หันเข้าหาจุดกระจายของฝนดาวตกที่มาจากดาวหาง 209 พี/ลีเนียร์ ณ เวลาที่คาดว่าจะมีดาวตกมากที่สุด บริเวณที่เห็นดาวตกได้ต้องเป็นเวลากลางคืน นั่นคือพื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกาเหนือ (เส้นสีแดงแบ่งซีกโลกด้านซ้ายมือที่มีดวงจันทร์อยู่บนฟ้า กับด้านขวามือที่ไม่มีดวงจันทร์อยู่บนฟ้า) (ภาพ – Mikhail Maslov)

วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม 2557 อาจเกิดฝนดาวตกที่มีอัตราตกสูงเป็นพิเศษ ต้นกำเนิดของฝนดาวตกนี้คือดาวหาง 209 พี/ลีเนียร์ (209P/LINEAR) ซึ่งเป็นดาวหางรายคาบ ค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2547 มีคาบการโคจรประมาณ 5 ปี ดาวหางลีเนียร์จะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 และใกล้โลกที่สุดในวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 ห่างเพียง 8 ล้านกิโลเมตร ซึ่งนับว่าใกล้พอสมควร แต่จากความสว่างที่วัดได้ในอดีต คาดว่าขณะใกล้โลกไม่น่าจะสว่างกว่าโชติมาตร 11 จึงไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า

แบบจำลองโดยนักดาราศาสตร์ที่เชี่ยวชาญการพยากรณ์ฝนดาวตกแสดงว่าปีนี้โลกจะผ่านธารสะเก็ดดาวของดาวหางลีเนียร์ ข้อมูลเบื้องต้นคาดว่าอาจมีอัตราตกเมื่อจุดกระจายอยู่เหนือศีรษะและท้องฟ้ามืดสนิทในระดับสูงเกิน 100 ดวงต่อชั่วโมง มีความเป็นไปได้ที่อาจสูงหลายร้อย หรืออาจถึงระดับพายุ (สูงกว่า 1,000 ดวงต่อชั่วโมง)

การคำนวณทางทฤษฎีพบว่าจุดกระจายของฝนดาวตกนี้อยู่ในพื้นที่ของกลุ่มดาวยีราฟ จุดนี้อยู่ห่างดาวเหนือ 11 องศา บริเวณบนพื้นโลกที่คาดว่าจะสังเกตได้ดีจึงอยู่ในละติจูดสูงของซีกโลกเหนือ เวลาที่คาดว่าโลกจะผ่านกลางธารสะเก็ดดาวตรงกับเวลาประมาณ 14 น. ตามเวลาประเทศไทย หากเกิดปรากฏการณ์ตามผลการพยากรณ์ บริเวณที่จะสังเกตได้ดีที่สุดคือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน และจุดกระจายอยู่สูงบนท้องฟ้า

ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นการคาดหมายทางทฤษฎี นักดาราศาสตร์ไม่ยืนยันว่าจะเกิดฝนดาวตกในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ได้จริง เนื่องจากยังไม่พบบันทึกปรากฏการณ์ในอดีตที่สามารถเชื่อมโยงมาถึงฝนดาวตกกลุ่มนี้ แตกต่างจากฝนดาวตกสิงโตที่มีบันทึกผลการสังเกตการณ์ให้สามารถนำมาเทียบได้

สำหรับประเทศไทย ช่วงที่คาดว่ามีดาวตกมากที่สุดเป็นเวลากลางวัน จึงไม่สามารถเห็นได้ เราไม่ทราบว่าช่วงเวลาที่เกิดฝนดาวตกจะยาวนานแค่ไหน (ในกรณีที่เกิดขึ้นจริง) หากเกิดต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง หรือผลการคำนวณคลาดเคลื่อนหลายชั่วโมง ประเทศไทยก็อาจสังเกตได้ในคืนนั้นตั้งแต่หัวค่ำ แต่อัตราตกอาจต่ำมาก เนื่องจากจุดกระจายอยู่สูงเหนือขอบฟ้าไม่มาก สภาพท้องฟ้าที่ส่วนใหญ่มีเมฆมากในฤดูฝนก็อาจเป็นอุปสรรคอีกด้วย

ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/skyevnt/meteors/2014meteors.html