Monthly Archives: มีนาคม 2013

5 ผลกระทบของการพักผ่อนไม่เพียงพอ

เรียบเรียงจาก  5 ผลกระทบของการพักผ่อนไม่เพียงพอ

isleep02

       ถึงเราจะอยากนอนหลับให้เต็มอิ่มแค่ไหน แต่บางครั้งการนอนพักผ่อนให้มากพอ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราทำได้ทุกวัน เพราะบางครั้งเราก็ต้องยุ่งกับการทำงานที่น่าปวดหัว หรือออกไปเที่ยวปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อน ๆ บ้าง

       เลยทำให้เราไม่ได้นอนมากพออย่างที่ใจคิด ทั้งยังทำให้สุขภาพย่ำแย่ไปด้วย ดังนั้น จึงได้นำอาการหลัก ๆ ที่คนมักจะเป็นกันหลังนอนพักผ่อนไม่พอมาบอกกล่าวให้ได้ทราบกัน พร้อมด้วยเคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลตัวเอง เพื่อเป็นการทดแทนการพักผ่อนมาฝาก ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ลองไปอ่านกันเลย

1. ภูมิคุ้มกันต่ำลง

       ช่วงที่คุณนอนไม่พอ รู้สึกมั้ยว่าคุณจะป่วยได้ง่ายกว่าเคย นั่นก็เพราะคุณมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงนั่นเอง ทางที่ดี คุณควรรับประทาน วิตามิน อี จากอาหารจำพวกถั่วและธัญพืช เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันของตัวเอง เป็นการทดแทนส่วนที่ขาดหายไป คุณจะได้แข็งแรงพร้อมเผชิญวันใหม่ได้ทุกวัน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทานมากจนเกินไปนัก เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซับ วิตามิน เอได้น้อยลงจนตาพร่ามัวได้เหมือนกัน แค่ทานทดแทนในช่วงที่คุณพักผ่อนไม่พอ ก็ใช้ได้แล้ว

2. หิวมากขึ้นอีก

       รู้สึกไหมว่าวันไหนที่คุณนอนไม่พอ คุณจะรู้สึกหิวมากขึ้นอีก แถมยังหงุดหงิดโมโหหิวจนแทบจะพาลใส่เพื่อน ๆ เลยด้วยซ้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะเวลาที่คุณพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่ทำให้คุณรู้สึกหิวอย่าง เลปติน และ เกรลิน มากผิดปกติ คุณจึงต้องการอาหารที่มีโปรตีนมาก ๆ มาชดเชยความต้องการของร่างกาย ดังนั้น แค่ขนมปังชิ้นเล็ก ๆ คงไม่พอแน่ ๆ หันมาจัดหนักด้วยอาหารจานใหญ่ไปเลยน่าจะดีกว่า

3. สมองทำงานไม่เต็มที่

       เวลาที่เรานอนไม่พอเราจะรู้สึกเซื่องซึม เฉื่อยชาไปทั้งวัน พลอยทำให้ทำงานผิด ๆ ถูก ๆ หรือเผลอทำอะไรซุ่มซ่ามไปโดยไม่รู้ตัว คุณจึงควรหาขนมขบเคี้ยวมาทานเรื่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น อย่างไรก็ดี ไม่ควรเลือกทานขนมขบเคี้ยวที่มีแต่ผงชูรสและน้ำตาล เพราะจะทำให้คุณอ้วนขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว แต่ควรเลือกทานพวกถั่วที่ทำให้คุณเพลินได้ไม่แพ้กัน แต่มีพลังงานมากและไม่ทำให้น้ำหนักพุ่งพรวดจะดีกว่า

isleep03

4. ร่างกายฟื้นตัวได้ช้าลง

      ถ้าหากคุณต้องพักรักษาตัวหลังบาดจ็บ ควรพยายามนอนหลับพักผ่อนให้มาก ๆ เพราะร่างกายจะผลิตโกรทฮอร์โมนที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและทำให้ร่างกายเจริญเติบโตออกมาในช่วงเวลาที่เราหลับนี่แหละ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีเวลานอนมากพอ ก็ควรทานอาหารที่มีกรดอะมิโนมาก ๆ เพื่อกระตุ้นการผลิตโกรทฮอร์โมนแทน ร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

5. ความต้องการทางเพศลดลง

       เวลาที่เรานอนพักผ่อนไม่มากพอ จะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายสูญเสียความสมดุล จนทำให้ความต้องการทางเพศลดลงในที่สุด เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องการกระตุ้นความต้องการส่วนนี้ ควรหันมาทาน อะโวคาโด ที่มีวิตามินบี 6 ก่อนนอน เพื่อเป็นการกระตุ้นฮอร์โมนเพศชายในตัวของคุณ

       ถึงยังไงก็ตาม อย่าพึ่งแต่การกินอาหารทดแทนอย่างเดียว จนไม่ยอมจัดเวลานอนให้ดีด้วย เพราะถ้านอนไม่พอติดต่อกันทุกวัน ยังไงร่างกายของคุณก็ทรุดโทรมลงได้ง่าย ๆ อยู่ดีนั่นแหละ

isleep01

ที่มา
ขอบคุณภาพจาก

ออกกำลัง”สมอง” เพิ่ม”คุณภาพ”ให้ชีวิต

เรียบเรียงจาก ออกกำลัง”สมอง” เพิ่ม”คุณภาพ”ให้ชีวิต

 brain3

       ดร.ริชาร์ด เดวิดสัน นักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ค้นพบข้อเท็จจริงที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบมากว่าสองพันห้าร้อยปีก่อนหน้านี้ว่า สมองของคนเรานั้นไม่เพียงสามารถปรับปรุงขีดความสามารถในการทำงานให้ดีขึ้นได้ด้วยกระบวนการฝึก หากแต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างระบบประสาทของสมองไปในทางที่ดีได้ด้วยการฝึกฝนหรือการ “ออกกำลังสมอง” ดังกล่าวนั้น

       ดร.เดวิดสัน พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งกล่าวไว้ในการสัมมนาที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ว่า สมองของคนเราไม่ได้หยุดนิ่งเฉย แต่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาไปตามประสบการณ์ของผู้เป็นเจ้าของสมองไปจนตลอดชีวิต อันที่จริงแม้หลังการเสียชีวิตแล้ว โครงสร้างของสมองก็ยังปรับเปลี่ยนไปอีกเป็นครั้งสุดท้ายในระยะเวลาสั้นๆ หลังการตาย ก่อนที่จะปิดสนิทไปตลอดกาล

brain2

       ในวิชาการทางด้านประสาทวิทยา เรียกการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้เอาไว้ว่า “นิวโรพลาสติซิตี้” ที่หมายถึงการเปลี่ยนรูปของระบบประสาทไปตามแรงที่กระทำต่อสมองนั้นๆ ซึ่งก็คือประสบการณ์ที่ผ่านมาและสั่งสมไว้ของคนเรานั่นเอง สิ่งที่บ่งชี้ถึงเรื่องนี้ก็คือเหตุผลของการที่เด็กๆ และวัยรุ่นสามารถเรียนรู้ “ภาษาที่สอง” หรือ “ท่วงทำนองและเครื่องดนตรี” ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่โครงสร้างของระบบประสาทปรับเปลี่ยนไปมากแล้วตามกาลเวลานั่นเอง

       แต่ปรากฏการณ์ “นิวโรพลาสติซิตี้” ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เช่นกันว่า เราสามารถฝึกฝนเพื่อเปลี่ยนแปลงการทำงานและรูปแบบของสมองได้

        แอมิชิ จา นักประสาทวิทยาอีกคนจากมหาวิทยาลัยไมอามี ได้เรียนรู้ประสบการณ์ดังกล่าวนี้ด้วยตัวเองหลังจากเคยรับฟังการบรรยายของ ดร.เดวิดสัน ที่แนะนำให้ผู้ฟัง“ออกกำลังสมอง” ด้วยการนั่งสมาธิ

       ศาสตราจารย์จาเปิดเผยว่า ในฐานะเป็นศาสตราจารย์หน้าใหม่ และเป็นคุณแม่มือใหม่พร้อมกันไป ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลจนถึงกับก่อให้เกิดการมึนงง เฉยเฉื่อยชาไปเลย แต่เมื่อทดลองทำสมาธิตามคำแนะนำของ ดร.เดวิดสันไประยะหนึ่ง ไม่เพียงศาสตราจารย์จาจะสามารถเพิ่มการตื่นตัว ความฉับไวของสมองได้มากขึ้นเท่านั้น จากการตรวจสอบยังพบว่าสมองของตนเองมีการไหลเวียนของกระแสไฟฟ้าในรูปแบบที่เป็นทางบวกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ในเวลาเดียวกันกับที่อาการเครียดที่เกิดขึ้นลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ศาสตราจารย์รายนี้หันมาศึกษาเพิ่มเติมทางด้านประสาทวิทยาในที่สุด

       ดร.เดวิดสัน เคยใช้พระสงฆ์ที่ผ่านการบวชเรียน ฝึกจิต บำเพ็ญภาวนามาแล้วกลุ่มหนึ่งเป็นตัวอย่างเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบประสาทของสมองดังกล่าวนี้ พบว่าระดับการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของสมองขึ้นอยู่กับระดับของการฝึกฝนของพระสงฆ์แต่ละรูป และความต่างของวิธีการทำสมาธิที่แต่ละรูปใช้ แต่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนถึงการเชื่อมโยงระหว่างการทำสมาธิกับระดับของขันติ ความอดทน อดกลั้นที่คนเรามีต่อสภาวะปัญหาและความเพียร หรือความมานะบากบั่นของแต่ละบุคคล

brain

       จากการศึกษาของ ดร.เดวิดสัน พบว่าการที่คนเราเกิด “ความรู้สึก” ค้างคา เป็นปฏิกิริยาต่อปัญหาหนึ่งปัญหาใดอยู่ยาวนานแม้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นนานแล้วก็ตามนั้น เป็นเพราะสมองในส่วนที่เรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) ทำงานยืดเยื้อเกี่ยวกับเรื่องนั้นนั่นเอง การทำสมาธิเพื่อสร้างความตื่นตัวให้กับสมองหรือการเจริญสตินั้นช่วยฟื้นฟูการทำงานของอไมกดาลาให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ยิ่งฝึกฝนนานมากเท่าใด การฟื้นสู่สภาพปกติก็ยิ่งเร็วมากขึ้นเท่านั้น

       ข้อแนะนำเรื่องการ “ออกกำลังสมอง” ด้วยการฝึกสมาธิพื้นฐานง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ก็คือ การพุ่งความสนใจของเราไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นการทำสมาธิให้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เมื่อเกิดวอกแวกก็ดึงจิตใจกลับมาที่ลมหายใจของเราให้ต่อเนื่องให้ได้

หน้า 9,มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556

 

ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชน
ที่มา
ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์

สุดทนกับกลิ่นตัว..ดับด้วยอะไรดี

เรียบเรียงจาก สุดทนกับกลิ่นตัว..ดับด้วยอะไรดี

deo2

       กลิ่นตัว คนเราทุกคน ทุกชาติทุกภาษาจะมีกลิ่นตัว และแต่ละคนก็จะมีกลิ่นเฉพาะบุคคลที่แตกต่างกัน บางคนจะสังเกตได้ว่ามีกลิ่นตัวที่ฉุนและแรงมากซึ่งเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง

สาเหตุหลักของการเกิดกลิ่นตัว

– เกิดจากการหลั่งของเหงื่อที่มีมากในบริเวณอับชื้น เช่น ใต้วงแขนหรือรักแร้ซึ่งมีขนปกคลุมเป็นจำนวนมาก

– เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ โดยปกติน้ำเหงื่อมีสภาวะเป็นกรดซึ่งเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ดีอยู่แล้ว

deo3

สาเหตุรองของการเกิดกลิ่นตัว

– เชื้อชาติ จากการสำรวจของนักวิจัยจะพบว่าชาวยุโรป หรือ ชาวคอเคเชี่ยน มักจะมีกลิ่นตัวแรงกว่าชาวเอเชีย

– อนามัยส่วนบุคคล

– อาหารที่รับประทาน

– ภาวะร่างกายและความเครียดของจิตใจ

       โดยทั่วไปเหงื่อที่หลั่งออกมาใหม่ ๆ จะไม่มีกลิ่น แต่เมื่อถูกหมักหมมเป็นเวลานานในบริเวณที่อับชื้นของร่างกายซึ่งมักจะมีอุณหภูมิที่อบอุ่นประมาณ 37 องศาเซลเซียส ภาวะเช่นนี้จะเป็นการเร่งให้เชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่บริเวณดังกล่าวเจริญเติบโตได้ดีมากและรวดเร็ว จึงก่อให้เกิดเป็นกลิ่นตัวที่เหม็นฉุนได้ นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยรองที่สนับสนุนให้กลิ่นตัวรุนแรงมากขึ้นก็คือ อาหารที่เราเลือกรับประทานนั่นเอง เช่น เครื่องเทศชนิดต่าง ๆ ที่มีกลิ่นฉุน เนย และเนื้อสัตว์บางชนิด กลิ่นอาหารเหล่านี้จะส่งกลิ่นออกมาตามรูขุมขนทั่วร่างกาย

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นตัว

       วิธีการที่ควรเริ่มต้นเมื่อรู้ตัวว่ามีกลิ่นตัวที่รุนแรง คือ ต้องรักษาอนามัยส่วนตัว อาบน้ำชำระกายให้สะอาด ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ต้องกระทำ จากนั้นจึงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

       น้ำหอม จัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้ในการกลบกลิ่นตัววิธีหนึ่ง แต่หากร่างกายมีเหงื่อมากและไม่ได้ชำระล้างให้เรียบร้อยก่อนใส่น้ำหอมก็จะส่งผลให้เกิดกลิ่นใหม่ที่ฉุนไม่ชวนเข้าใกล้ได้เช่นกัน

       ผลิตภัณฑ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ มักจะใช้ทาบริเวณใต้วงแขนหรือรักแร้หรือบริเวณอับชื้นส่วนอื่นๆของร่างกายเพื่อทำลายและป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดกลิ่นตัวร่วม

       ผลิตภัณฑ์ดูดขับกลิ่น องค์ประกอบหลักของผลิตภัณฑ์คือสารสำคัญที่สามารถดูดฃับกลิ่นฉุนไว้เพื่อไม่ให้ระเหยออกสู่ภายนอก เป็นกลไกที่ใช้ได้ผลดีและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

       ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ องค์ประกอบหลักของผลิตภัณฑ์คือสารระงับการขับเหงื่อ อลูมิเนียมคลอไฮเดรท มีทั้งรูปแบบของโลชั่น ครีม โรลออน และ สเปรย์

deo4

       จะพบว่ามีสินค้าถึง 4 ประเภทให้เลือกใช้ แต่ละประเภทมีกลไกการกำจัดกลิ่นตัวที่แตกต่างกัน ผู้อ่านที่มีปัญหาลองพิจารณาตัวเองว่าสาเหตุกลิ่นกายของตัวท่านเองเกิดจากสาเหตุข้อใด และลองทำตามคำแนะนำข้างต้นดู ควรอ่านฉลากของสินค้าเพื่อจะได้รู้ว่าเป็นสินค้าในกลุ่มใดข้างต้น

deo1

ที่มา 

 http://woman.teenee.com/health/3266.html

http://kruthai.info/view.php?article_id=3734

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับไม้ขีดไฟ

เรียบเรียงจาก เกร็ดความรู้เกี่ยวกับไม้ขีดไฟ

fire01

       เกร็ดความรู้เกี่ยวกับไม้ขีดไฟ ที่เราใช้อย่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งมีการพัฒนามาจากไม้ขีดไฟที่ผลิตโดยเภสัชกร ชาวอังกฤษ ที่มีชื่อว่า จอห์น วอลเคอร์ เมื่อปีค.ศ. 1827 แต่ตอนนั้น เป็นไม้ขีดไฟ เราสามารถนำไปขีดกับอะไรก็ได้ จึงไม่มีความที่แน่นอน ว่าจะติดไฟหรือไม่กันแน่และต่อมาอีก 3 ปี ได้มีชาวฝรั่งเศส ที่มีชิ่ว่า ชาร์ลส์ ซุริอา ที่ใช้ฟอสฟอรัสขาว นำมาผสมในหัวไม้ขีดไฟ เพื่อที่จะเป็นตัวช่วยให้ไม้ขีดไฟนั้น สามารถติดไฟง่าย จึงได้เรียกไม้ขีดชนิดนี้ว่า ลูซิเฟอร์ นั้นเอง เพราะว่าไม้ขีดไฟลูซิเฟอร์ ที่สามารถใช้งานได้ดีมาก แต่มันก็มีข้อเสียอยู่ เกร็ดความรู้ทั่วไป อีกเรื่อง คือฟอสฟอรัสขาว ซึ่งเมื่อติดไฟแล้ว จะปล่อยควันพิษออกมาปริมาณที่มาก จึงส่งผลเสีย ให้กับผู้ที่สูดควันนั้นเข้าไป และอาจมีอาการกระดูกขากรรไกรกร่อน และอาจถึงขั้นพิการได้ อีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีผู้พยายามคิดค้น ไม้ขีดไฟ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเรา เกร็ดความรู้ทั่วไป และผู้ทำสำเร็จคือนายจอห์น ลันสตรอม ชาวสวีดิช ที่อยู่ในช่วงกลางศตวรรษ 1850 เขาได้เปลี่ยนการใส่ฟอสฟอรัสขาว เป็นฟอสฟอรัสแดงแทน ซึ่งไม่มีพิษลงไปแทนตัวนั้น รวมทั้งใส่ส่วนผสมอื่นๆ เข้าไว้ที่หัวไม้ขีดไป เพื่อช่วยในการติดไฟ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย และในปัจจุบันนี้ ไม้ขีดไฟ ที่มีหัวไม้ขีด ที่จะผสมสารกำมะถันเข้าไปด้วย เพื่อช่วยให้เกิดเปลวไฟ ในขณะที่สารโพแทสเซียมคลอเรต และสารแอนตี้โมนีซัลไฟด์ ที่จะเป็นตัว ที่ให้ออกซิเจนแก่เปลวไฟ ไฟที่ติด ก็จะได้ไม่ดับวูบ ลงไปในเวลาอันรวดเร็วอีกด้วยล่ะ

fire03

       ส่วนสีแดงที่ได้นำมาเคลือบเอาไว้อยู่ที่หัวไม้ขีดไฟนี้ จะเป็นสารฟอสฟอรัสแดงซึ่งจะช่วยป้องกันการขูดขีด ที่ไม้ขีดไฟ ติดไฟได้นั้น เพราะที่ข้างกลักไม้ขีดไฟ มีฟอสฟอรัสแดง ในการขีด ก็คือการทำให้ฟอสฟอรัสแดงระเหิดออกมา แล้วมารวมกับออกซิเจน ที่จะเกิดจากหัวไม้ขีดไฟ ที่จะทำให้หัวไม้ขีดติดไฟ และสามารถลุกไหม้ก้านไม้ขีด ได้อย่างที่เราใช้กันอยู่จนถึงทกวันนี้เอง

fire02

       เรื่องไม้ขีดไฟเป็นเรื่องที่น่ารู้มากเลย ทำให้เราได้รู้เรื่องราวความเป็นของไม้ขีดอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย

fire04

ขอบคุณข้ิอมูลดีๆจากเว็บไซต์ครูไทยดอทอินโฟร์

http://kruthai.info/view.php?article_id=4079

และรูปภาพจาก

http://www.google.co.th